ข่าวเด่นประเด็นร้อน ข่าวเด่นประเด็นร้อน

เมษายน เดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งช่องปาก.

มะเร็งช่องปาก ภัยเงียบที่น่ากลัวและพบได้บ่อยในประเทศไทย มักตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว อย่าปล่อยให้ช่องปากกลายเป็นจุดเสี่ยง ควรใส่ใจหมั่นสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งช่องปาก เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 9 คน หรือเฉลี่ยปีละ 3,217 คน มะเร็งช่องปากสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น ลิ้น เหงือก พื้นช่องปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก และริมฝีปาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งช่องปาก ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเคี้ยวหมาก การใส่ฟันปลอมที่มีขนาดไม่พอดีกับช่องปาก และสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดี เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่ามะเร็งช่องปากและคอหอยบางส่วนมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งพบเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุน้อย อาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีก้อนในช่องปาก อาการเลือดออกผิดปกติ อาการเจ็บขณะกลืน หรือมีอาการชาหรือเจ็บบริเวณลิ้นและช่องปาก หากพบอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม แพทย์หญิงรจนา ญาณสมบูรณ์ แพทย์เฉพาะทางสาขาโสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจพบมะเร็งช่องปากในระยะเริ่มต้นมีโอกาสรักษาหายสูง และช่วยลดความรุนแรงของโรค โดยแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะที่ตรวจพบ อาจใช้การผ่าตัด การฉายรังสี หรือการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกัน ซึ่งการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งนี้ การป้องกันมะเร็งช่องปากสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมาก รักษาสุขอนามัยในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ และสามารถฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ รวมถึงหมั่นสังเกตความผิดปกติในช่องปากของตนเอง เนื่องใน เมษายน เดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งช่องปาก จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น หากพบความผิดปกติในช่องปาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการหาความรู้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ Line : NCI รู้สู้มะเร็ง ..................................... - ขอขอบคุณ – 10 เมษายน 2569

วันที่ 10 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

เซฟดวงตา รับสงกรานต์ สนุกปลอดภัย สไตล์เมตตาฯ

กรมการแพทย์ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ชวนทุกคนมาร่วมเล่นน้ำแบบ "ตัวตึงแต่ตาไม่พัง" สงกรานต์ปีนี้ที่ไม่ใช่แค่เทศกาลสาดน้ำธรรมดา แต่คือการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ที่ "สงกรานต์ไทย" ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์กร UNESCO ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในวันที่ 11-15 เมษายนนี้โดยแนะนำให้เล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัยและไม่ควรเล่นน้ำแบบวิธีการรุนแรง หรือนำน้ำใส่ถุงพลาสติกและนำมาขว้างปากัน เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุตามมาได้ ควรใช้น้ำสะอาด เช่น น้ำประปา หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาดอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น น้ำคลอง หากน้ำไม่สะอาดเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้มากที่สุดเพื่อล้างสิ่งสกปรกและลดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส อะมีบา ที่ปนมากับน้ำที่อาจเป็นสาเหตุทำให้กระจกตาอักเสบได้ และปรึกษาจักษุแพทย์ นายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ประเพณีวันสงกรานต์นั้นมีความสำคัญ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนส่วนมากนิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะกับสมาชิกในครอบครัว ถือเป็นโอกาสดีในการสานสัมพันธ์และใช้เวลาร่วมกันระหว่างบุคคลในครอบครัว รวมถึงกิจกรรมวันสงกรานต์ ยังมีความสำคัญต่อชุมชนและสังคมโดยรวม เป็นโอกาสดีให้ผู้คนได้พบปะในงานรื่นเริงทำบุญทำทาน บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมถึงช่วยกันสืบสานและอนุรักษวัฒนธรรมอันดีงามของไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีข้อปฏิบัติที่สำคัญในการเล่นน้ำคือควรเป็นไปด้วยความสุภาพ หลีกเลี่ยงการผสมแป้งหรือสีเพราะจะทำให้ยากต่อการทำความสะอาด ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและมารยาท ไม่ควรประแป้งผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่าการเล่นน้ำสงกรานต์ตามประเพณี เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานไม่ควรเล่นรุนแรง ไม่ใช้น้ำไม่สะอาดมาเล่น สาดกัน ควรระมัดรวังการสำลักน้ำทั้งทางปากและจมูก ผู้ที่เปียกน้ำเป็นเวลานาน ๆ ควรห่วงใยสุขภาพของตนเอง และเส่นสงกรานต์อย่างมีวัฒนธรรมเพื่อความปลอดภันของทุกคนแม้ว่าในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จะถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสากล แต่การฉลองวันสงกรานต์ก็ยังถือเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แพทย์หญิงวงศ์ศิริ ทวีบรรจงสิน นายแพทย์เชี่ยวชาญ กล่าวเสริมว่า การเล่นน้ำสงกรานต์เป็นประเพณีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สะท้อนถึงค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่ในอดีต แต่ในปัจจุบันการเล่นน้ำเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยได้ ฉะนั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัย ควรใช้น้ำที่สะอาด หากใช้น้ำตามแม่น้ำ ลำคลองต้องดูน้ำที่ค่อนข้างใส สะอาด และไหลเวียนดี หากใช้น้ำที่สกปรก เช่น น้ำคลำ น้ำตามคูคลอง หรือน้ำขังที่ไม่สะอาดไม่ควรนำมาเล่นกันเพราะน้ำที่ไม่สะอาดจะพบเชื้อโรคหลายชนิดทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส รวมทั้งปรสิตต่างๆ หากน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เช่น ทางตา ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาด เพื่อล้างสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส อะมีบา ที่ปนมากับน้ำที่อาจทำให้กระจกตาอักเสบได้ หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองตา แสบตา มีขี้ตามาก ควรพบจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษา และหากน้ำสกปรกเข้าทางบาดแผลอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง เป็นแผลเรื้อรัง และหากเข้าทางจมูกหรือการสำลัก อาจทำให้เกิดโรค เยื่อบุสมองอักเสบได้ และถ้าเข้าทางปาก เชื้อโรคจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้เกิดท้องเสีย โรคอุจาระร่วง ถ่ายเป็นมูกปนเลือด เป็นต้น ดังนั้นควรเล่นน้ำสงกรานต์ให้ปลอดภัย ควรใช้น้ำสะอาด เช่นน้ำประปา หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำจากแหล่งน้ำที่อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่นน้ำคลอง เพื่อความปลอดภัยของดวงตาจากเชื้อโรคร้ายข้อปฏิบัติที่สำคัญคือการเล่นน้ำควรเป็นไปด้วยความสุภาพ ไม่ควรเล่นน้ำรุนแรงหรือนำน้ำใส่ถุงพลาสติกและขว้างปากัน เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุตามมาได้และหลีกเลี่ยงการผสมแป้งหรือสีเพราะจะทำให้ยากต่อการทำความสะอาด ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและมารยาท ไม่ควรประแป้งผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ********************************************** # รพ.เมตตาฯ #เทศกาลสงกรานต์ #มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม -ขอขอบคุณ- 9 เมษายน 2569

วันที่ 09 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

โรงพยาบาลราชวิถี เตือน โรคไข้กาฬหลังแอ่น ภัยเงียบใกล้ตัว

โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เผย โรคไข้กาฬหลังแอ่น สามารถติดต่อได้ผ่านสารคัดหลั่ง โดยระยะของการติดเชื้อจะรวดเร็วอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้ นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง โรคไข้กาฬหลังแอ่นเกิดในทุกเพศ ทุกวัย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง พบมากในเด็กเล็กและวัยรุ่นช่วงอายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี (25-40%) และมากกว่า 15 ปี (10-35%) โดยผู้ป่วยติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ระยะหลังมักพบในผู้ที่มีช่วงอายุ 15-25 ปี ที่สัมผัสใกล้ชิดจากการทำงานหรือพักอาศัยร่วมกันแบบแออัด เช่น ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น ทั้งนี้เชื้อดังกล่าวพบในลำคอของคนปกติ ประมาณร้อยละ 5 โดยไม่ทำให้เกิดโรค ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอาการโรค พบได้ประปรายตลอดทั้งปี และมีการระบาดในบางพื้นที่เป็นครั้งคราว นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาก่อนประมาณ 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ ผื่นอาจมีรูปร่างคล้ายดาวกระจายซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ มักเป็นบริเวณลำตัว แผ่นหลัง แขน ขา เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อยๆ เช่น ขอบกางเกง ขอบถุงเท้า อาจเป็นที่เยื่อบุตา หรือมือได้ หากมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะมีอาการได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดต้นคอ อาเจียน กล้ามเนื้อคอแข็ง มือเท้าเย็น มีความดันโลหิตต่ำ อาจซึมลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสนได้ ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจนำไปสู่ความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในเด็กเล็กจะมีอาการร้องไห้ผิดปกติ ซึมลง และไม่ยอมกินอาหาร เป็นต้น ผศ.(พิเศษ) นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศอังกฤษเป็นสายพันธุ์ B ซึ่งพบได้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อไม่ว่าสายพันธุ์ใดก็ตาม ถ้ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถนำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวได้ หากได้รับการดูแลรักษาล่าช้า อาจเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง ทั้งนี้ แพทย์จะทำการสอบถามประวัติความเจ็บป่วย ตรวจร่างกายผู้ป่วย และทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย อาทิ การเพาะเชื้อในเลือด ในบางรายอาจตรวจน้ำไขสันหลัง และเมื่อพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่นจริง จะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนโดยการรักษาแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที ยาที่มักจะเลือกใช้ คือ ยากลุ่ม penicillin cephalosporins ร่วมกับการรักษาประคับประคอง เช่น ให้น้ำเกลือแก้ไขภาวะขาดน้ำเกลือแร่ กรดด่างไม่สมดุล ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวเพื่อลดไข้สูง ให้ยาป้องกันหรือรักษาอาการชักหากเกิดขึ้น วิธีการป้องกัน และ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด และ การฉีดวัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) ชนิดที่ป้องกันสายพันธุ์ที่ระบาด โดยสามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดอาจต้องพิจารณาเข้ารับวัคซีนตามความเหมาะสมก่อนเดินทาง ************************************** #กรมการแพทย์ #โรงพยาบาลราชวิถี # โรคไข้กาฬหลังแอ่น | ขอขอบคุณ | 8 เมษายน 2569

วันที่ 08 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

กิจกรรมผู้บริหารกรม กิจกรรมผู้บริหาร

เอกสาร

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรการประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ระดับ “ดีเยี่ยม” ให้แก่โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี โดยมีนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ พร้อมคณะผู้บริหารจากโรงพยาบาลสงฆ์เข้าร่วมกิจกรรม ในการนี้ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ แพทย์หญิงชุติวรรณ วิวัฒนาสิทธิพงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ดร.ชลิยา วามะลุน รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล แพทย์หญิงดาริกา ดาโรจน์ รองผู้อำนวยการด้านการพัฒนาระบบสุขภาพ นายอรรถวิทย์ ภักดี รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ และบุคลากรโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 7/1 ชั้น 7 อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ทั้งนี้ การประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้พระสงฆ์สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม สะดวกใจ และไม่กังวลต่อการผิดพระวินัย รวมถึงการปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเป็นสัดส่วน (เขตสังฆาวาส) ควบคู่กับการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรการประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ระดับ “ดีเยี่ยม” ให้แก่โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี โดยมีนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ พร้อมคณะผู้บริหารจากโรงพยาบาลสงฆ์เข้าร่วมกิจกรรม ในการนี้ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ แพทย์หญิงชุติวรรณ วิวัฒนาสิทธิพงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ดร.ชลิยา วามะลุน รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล แพทย์หญิงดาริกา ดาโรจน์ รองผู้อำนวยการด้านการพัฒนาระบบสุขภาพ นายอรรถวิทย์ ภักดี รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ และบุคลากรโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 7/1 ชั้น 7 อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ทั้งนี้ การประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้พระสงฆ์สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม สะดวกใจ และไม่กังวลต่อการผิดพระวินัย รวมถึงการปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเป็นสัดส่วน (เขตสังฆาวาส) ควบคู่กับการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรการประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ระดับ “ดีเยี่ยม” ให้แก่โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี โดยมีนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ พร้อมคณะผู้บริหารจากโรงพยาบาลสงฆ์เข้าร่วมกิจกรรม ในการนี้ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ แพทย์หญิงชุติวรรณ วิวัฒนาสิทธิพงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ดร.ชลิยา วามะลุน รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล แพทย์หญิงดาริกา ดาโรจน์ รองผู้อำนวยการด้านการพัฒนาระบบสุขภาพ นายอรรถวิทย์ ภักดี รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ และบุคลากรโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 7/1 ชั้น 7 อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ทั้งนี้ การประเมินการอุปัฏฐากพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้พระสงฆ์สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม สะดวกใจ และไม่กังวลต่อการผิดพระวินัย รวมถึงการปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเป็นสัดส่วน (เขตสังฆาวาส) ควบคู่กับการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ

วันที่ 15 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

เอกสาร

โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ กรมการแพทย์ จัดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” วันที่ 8 เมษายน 2569 นายแพทย์อภิศักดิ์ วิทยานุกูลลักษณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างสัมพันธภาพเชิงสังคมของผู้เข้ารับการบำบัดตามวิถีประเพณีไทย การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยให้คงอยู่สืบไป พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้แก่ผู้เข้ารับการบำบัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเหมาะสม เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสรงน้ำพระพุทธรูป การประกวดการทำตุง การประกวดการแสดง และการเล่นเกมพื้นบ้าน โดยมีผู้เข้ารับการบำบัดและบุคลากรทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน จัดขึ้น ณ อาคารโดม 80 ปี กรมการแพทย์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่

โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ กรมการแพทย์ จัดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” วันที่ 8 เมษายน 2569 นายแพทย์อภิศักดิ์ วิทยานุกูลลักษณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างสัมพันธภาพเชิงสังคมของผู้เข้ารับการบำบัดตามวิถีประเพณีไทย การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยให้คงอยู่สืบไป พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้แก่ผู้เข้ารับการบำบัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเหมาะสม เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสรงน้ำพระพุทธรูป การประกวดการทำตุง การประกวดการแสดง และการเล่นเกมพื้นบ้าน โดยมีผู้เข้ารับการบำบัดและบุคลากรทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน จัดขึ้น ณ อาคารโดม 80 ปี กรมการแพทย์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่

โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ กรมการแพทย์ จัดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” วันที่ 8 เมษายน 2569 นายแพทย์อภิศักดิ์ วิทยานุกูลลักษณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ม่วนจื่นสงกรานต์ สนุกสนานโฮงบาลธัญญารักษ์เจียงใหม่” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างสัมพันธภาพเชิงสังคมของผู้เข้ารับการบำบัดตามวิถีประเพณีไทย การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยให้คงอยู่สืบไป พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้แก่ผู้เข้ารับการบำบัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเหมาะสม เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสรงน้ำพระพุทธรูป การประกวดการทำตุง การประกวดการแสดง และการเล่นเกมพื้นบ้าน โดยมีผู้เข้ารับการบำบัดและบุคลากรทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน จัดขึ้น ณ อาคารโดม 80 ปี กรมการแพทย์ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่

วันที่ 15 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

เอกสาร

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วยนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรเข้าถวายสักการะพระเทพวราจารย์ (ศรีพร วรวิญฺญู ป.ธ.๙ ,ดร.) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม ณ วัดมณีวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล แสดงความเคารพต่อบูรพาจารย์และผู้นำทางจิตวิญญาณของจังหวัดอุบลราชธานี โอกาสนี้ได้มีการปรึกษาหารือและน้อมรับฟังโอวาทธรรม เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์และสามเณรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้สอดรับกับบริบทของพระสงฆ์ในเขตสุขภาพที่ 10 ให้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วยนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรเข้าถวายสักการะพระเทพวราจารย์ (ศรีพร วรวิญฺญู ป.ธ.๙ ,ดร.) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม ณ วัดมณีวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล แสดงความเคารพต่อบูรพาจารย์และผู้นำทางจิตวิญญาณของจังหวัดอุบลราชธานี โอกาสนี้ได้มีการปรึกษาหารือและน้อมรับฟังโอวาทธรรม เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์และสามเณรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้สอดรับกับบริบทของพระสงฆ์ในเขตสุขภาพที่ 10 ให้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วยนายแพทย์อภิชัย สิรกุลจิรา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรเข้าถวายสักการะพระเทพวราจารย์ (ศรีพร วรวิญฺญู ป.ธ.๙ ,ดร.) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม ณ วัดมณีวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล แสดงความเคารพต่อบูรพาจารย์และผู้นำทางจิตวิญญาณของจังหวัดอุบลราชธานี โอกาสนี้ได้มีการปรึกษาหารือและน้อมรับฟังโอวาทธรรม เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์และสามเณรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้สอดรับกับบริบทของพระสงฆ์ในเขตสุขภาพที่ 10 ให้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น

วันที่ 15 เม.ย. 2569

อ่านต่อ

หมวดข่าวสาร หมวดข่าวสาร

สุขภาพประชาชน สุขภาพประชาชน

หน่วยบริการ หน่วยบริการ