ข่าวเด่นประเด็นร้อน ข่าวเด่นประเด็นร้อน

กรมการแพทย์ร่วมกับสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทยและชมรมจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและประสาทจิตเวชศาสตร์ไทย ร่วมหารือแนวทางกาดูแลผู้ป่วยสูงอายุสมองเสื่อมที่ถูกวิธี ชูหลัก "ไม่รัด ไม่มัด ไม่กักขัง ไม่ทำร้าย" พร้อมแนะวิธีสังเกตอาการและเลือกสถานดูแลที่ได้มาตรฐาน

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสมองเสื่อมและมีภาวะจิตเวชในขณะนี้ กรมการแพทย์ได้จัดการประชุมหารือร่วมกันระหว่างสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย และชมรมจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและประสาทจิตเวชศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสมองเสื่อมที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อมอาจจะไม่ใช่เพียงแค่การหลงลืม แต่อาจแสดงออกผ่านปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิตจากภาวะสมองเสื่อมที่สังเกตได้ตามกลุ่มอาการต่าง ๆ เช่น มีอาการเฉยเมยไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ อารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น เศร้า ร้องไห้บ่อย หรือหงุดหงิดง่าย มีอาการกระสับกระส่าย ควบคุมการกระทำได้ยาก คำพูดหรือการวางตัวเปลี่ยนไปไม่เหมาะสม รวมถึงการเห็น ได้ยิน หรือเชื่อสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวเพิ่มเติม ถึงข้อควรทำและไม่ควรทำในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสมองเสื่อม รวมถึงแนวทางการเลือกสถานดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม เพื่อให้ครอบครัว ผู้ดูแล และผู้ประกอบการสถานดูแลเข้าใจตรงกัน ดังนี้: การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม หลักสำคัญ คือ ความเข้าใจและความใส่ใจ โดยเริ่มต้นจากการหมั่นสังเกตอาการผิดปกติหรือความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ซึ่งหากผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวหรือโวยวาย ให้ยึดหลักง่าย ๆ คือ "ตั้งสติ หยุดกิจกรรม เว้นระยะ และขอความช่วยเหลือ" โดยไม่ควรใช้กำลัง หรือใช้วิธียื้อยุด และควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุทางร่างกาย เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสม สำหรับวิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ให้ยึดหลักดูแลด้วยความอบอุ่น ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ โดย "ไม่รัด ไม่มัด ไม่กักขัง และไม่ทำร้าย" หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การดุด่า การบังคับ หรือการให้ยานอนหลับ แต่ให้เปลี่ยนมาเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ป้องกันการพลัดหลงโดยไม่ขัง สื่อสารด้วยคำพูดสั้น ๆ สุภาพ ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล และคอยรับฟังความรู้สึกเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ พร้อมทั้งใช้ยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากผู้สูงอายุไม่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดิมได้ ก่อนตัดสินใจเลือกสถานดูแลผู้สูงอายุ ครอบครัวควรไปดูสถานที่จริง ตรวจสอบใบอนุญาต และแจ้งรายละเอียดสุขภาพของผู้ป่วยให้ครบถ้วน พร้อมทั้งตรวจสอบ 5 เรื่องสำคัญให้มั่นใจ ได้แก่ สถานที่ปลอดภัย สะอาด มีแสงสว่าง มีราวจับและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เหมาะสม มีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมเพียงพอ ทั่วถึงทั้งกลางวันและกลางคืน มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อชะลอความเสี่อม มีระบบดูแลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มีระบบติดต่อสื่อสารและติดตามความเป็นอยู่ของผู้ป่วยสำหรับญาติและ มีการจัดเตรียมอาหารและน้ำที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมกับโรคประจำตัวและการกลืนของผู้ป่วย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและเข้าใจอย่างแท้จริง #กรมการแพทย์ #สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลผู้สูงอายุ #สมองเสื่อม #เข้าใจผู้สูงอายุ – ขอขอบคุณ – 16 ตุลาคม 2569

วันที่ 16 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำแนวทางการทานอาหารเจที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุ  เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ช่วงเทศกาลกินเจประจำปี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 นี้ วงการสุขภาพและการแพทย์ชั้นนำร่วมรณรงค์ให้ผู้สูงอายุร่วมถือศีลกินเจอย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเน้นปรับเมนูอาหารเจให้เหมาะสมกับสรีรวิทยาวัยสูงอายุ เพื่อเปลี่ยนภาพจำอาหารเจแป้งสูง-รสเค็มจัด ให้เป็นมื้ออาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากการรับประทานอาหารเจในผู้สูงอายุมีข้อควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบการย่อยอาหาร มวลกล้ามเนื้อ และความหนาแน่นของกระดูกลดลงตามวัย ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจึงแนะนำแนวทางการบริโภคอาหารเจอย่างยั่งยืน นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตด้านโภชนาการในผู้สูงอายุต้อนรับเทศกาลกินเจอย่างยั่งยืน ชูแนวคิด “อิ่มบุญ สุขภาพดี” ชวนผู้สูงวัยบริโภคเจถูกหลักโภชนาการ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยาวนาน ความสำคัญของการส่งเสริมโภชนาการของอาหารเจที่ถูกต้องในผู้สูงวัย ไม่เพียงแต่ช่วยให้อิ่มบุญตามเจตนารมณ์ของเทศกาลเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของร่างกาย ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวต่อว่า จุดสำคัญควรรับประทานให้ครบ 5 หมู่เพื่อสุขภาพร่างกายที่ยั่งยืนโดยแนะนำ เคล็ด(ไม่)ลับสูงวัย ทานอาหารเจ อิ่มบุญ สุขกาย สบายใจ เน้นโปรตีนจากพืช หรือโปรตีนย่อยง่าย คุณภาพสูง: ปรับจากการใช้แป้งแปรรูปมาเป็นเต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วห้าสี และพืชตระกูลถั่ว และนมถั่วเหลือง เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและลดอาการท้องอืด ลดหวาน มัน และเค็ม ลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็มจัด ลดอาหารทอดน้ำมันซ้ำ และเลือกใช้ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันรำข้าวโดยเน้นการต้ม นึ่ง ย่าง เพื่อป้องกันโรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือด เลี่ยงเนื้อสัตว์เทียมรสจัดลดอาหารแปรรูปที่ปรุงรสมากและมีโซเดียมสูง โดยแนะนำให้ทำอาหารสด เติมวิตามินเพิ่มใยอาหาร: ทานผักใบเขียว : เห็ด, ผลไม้ไม่หวานจัด, ข้าวไม่ขัดสี เพื่อช่วยระบบขับถ่ายเสริม แคลเซียม: ทานผักคะน้า, บรอกโคลี, งาดำ,งาขาว และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม เพื่อบำรุงกระดูก การเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : ทานข้าวกล้อง, เผือก, มันเทศ, ธัญพืช เพื่อให้พลังงานยาวนานและช่วยควบคุมระดับน้ำตาล รวมถึงพิจารณาการเสริมวิตามิน B12 ตามคำแนะนำแพทย์ ข้อแนะนำเพิ่มเติมออกกำลังกาย เช่น การเดินเบาๆหลังอาหารเพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและส่งเสริมกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ และใช้เวลาครั้งละอย่างน้อย 15 นาที และทุกๆ30 นาทีควรมีการปรับเปลี่ยนท่าทางหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 3-5 นาที เพื่อลดการเกิดภาวะทุพพลภาพในการใช้ชีวิต ********************************************************* #กรมการแพทย์ #สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลผู้สูงอายุ #อาหารเจสูงวัย #โภชนาการอาหารเจ #เข้าใจผู้สูงอายุ #ใส่ใจผู้ดูแล – ขอขอบคุณ – 15 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

หมอเด็กเตือน RSV ไวรัสตัวร้าย..ที่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หมอเด็กห่วงใยในช่วงนี้เป็นช่วงที่ไวรัสทางเดินหายใจหลายชนิดเริ่มระบาดมากขึ้น หนึ่งในไวรัสที่ควรเฝ้าระวังคือไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเฝ้าระวัง นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า RSV เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV เช่น น้ำมูก น้ำลาย เข้าสู่ร่างกาย หรือผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อหรือวัตถุที่มีการปนเปื้อน โดยไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก ปาก และมักจะมีอาการใน 4 – 6 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะมีไข้ ไอ น้ำมูก รับประทานอาหารได้น้อยลง หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม รวมไปถึงได้ยินเสียงปอดผิดปกติ การวินิจฉัยทำได้โดยตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยอาจตรวจเพิ่มเติมด้วยการ เอกซ์เรย์ทรวงอก หากสงสัยว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามจนเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ การรักษายังไม่มียารักษาการติดเชื้อ RSV โดยตรง เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ดูแลให้เด็กดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่อาการไม่รุนแรงเด็กสามารถพักฟื้นที่บ้านได้ โดยได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส RSV สามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนมักเกิดการแพร่กระจายของโรค RSV ควรให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการสอนให้เด็กปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด รวมถึงหมั่นทำความสะอาดบ้านและสิ่งของที่ใช้ร่วมกันเป็นประจำ เช่น ลูกบิดประตู ของเล่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง หากเด็กมีอาการเจ็บป่วย ควรให้หยุดเรียน อย่างน้อย 5 – 7 วัน หรือจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งนี้เด็กควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการจากการติดเชื้อ RSV รุนแรงมากขึ้น หากพบว่าเด็กมีอาการไข้สูง หายใจเร็วหรือหอบ มีอาการซึม เพลีย ไม่ดูดนม ไม่ยอมกิน หรือมีผิวหนังและริมฝีปากเป็นสีคล้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที นายแพทย์ประวิทย์ เจตนชัย นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคระบบทางเดินหายใจ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab เพื่อช่วยลดการเกิดการติดเชื้อ RSV ที่รุนแรงในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ อย่างไรก็ตาม การให้ Nirsevimab ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในเด็กเล็กและเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะภูมิคุ้มกันบอพร่อง เป็นต้น หากผู้ปกครองมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาการติดเชื้อ RSV ได้ที่ โทร. 1415 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี #กรมการแพทย์ #สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี #RSV ไวรัสร้ายที่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง – ขอขอบคุณ – 15 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

กิจกรรมผู้บริหารกรม กิจกรรมผู้บริหาร

เอกสาร

ดร.ศิริลักษณ์ เงยวิจิตร รักษาการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กรมการแพทย์ เป็นประธานต้อนรับนักเรียนจิตอาสาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงพยาบาล พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่มงาน และอาจารย์พี่เลี้ยงร่วมต้อนรับนักเรียนจิตอาสาจากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี เพื่อให้นักเรียนร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ด้านการช่วยอำนวยความสะดวก ให้กำลังใจ แก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ปลูกฝังให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

ดร.ศิริลักษณ์ เงยวิจิตร รักษาการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กรมการแพทย์ เป็นประธานต้อนรับนักเรียนจิตอาสาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงพยาบาล พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่มงาน และอาจารย์พี่เลี้ยงร่วมต้อนรับนักเรียนจิตอาสาจากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี เพื่อให้นักเรียนร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ด้านการช่วยอำนวยความสะดวก ให้กำลังใจ แก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ปลูกฝังให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

ดร.ศิริลักษณ์ เงยวิจิตร รักษาการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กรมการแพทย์ เป็นประธานต้อนรับนักเรียนจิตอาสาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงพยาบาล พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่มงาน และอาจารย์พี่เลี้ยงร่วมต้อนรับนักเรียนจิตอาสาจากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี เพื่อให้นักเรียนร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ด้านการช่วยอำนวยความสะดวก ให้กำลังใจ แก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ปลูกฝังให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

วันที่ 16 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

เอกสาร

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา กรมการแพทย์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) --------------------------------------------- เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา ร่วมกับ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) ร่วมกันทบทวน วิเคราะห์ และถอดบทเรียนผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน ในการดูแลผู้ติดยาเสพติดในเรือนจำและทัณฑสถานอย่างมีมาตราฐานและยั่งยืน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ “ถอดบทเรียน” ในวันนี้ นายอนุสรณ์ มณีแดง ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ให้การต้อนรับ นพ.สรายุทธ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ประธานกล่าวเปิดงาน กล่าวรายงานโดย ดร.นพ.กนก อุตวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และได้รับเกียรติ ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถอดบทเรียนนำไปสังเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลเป็นคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) และเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ทัณฑสถานอื่นๆของประเทศต่อไป เพื่อให้ระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดเกิดความยั่งยืน ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา กรมการแพทย์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) --------------------------------------------- เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา ร่วมกับ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) ร่วมกันทบทวน วิเคราะห์ และถอดบทเรียนผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน ในการดูแลผู้ติดยาเสพติดในเรือนจำและทัณฑสถานอย่างมีมาตราฐานและยั่งยืน  การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ “ถอดบทเรียน” ในวันนี้ นายอนุสรณ์ มณีแดง ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ให้การต้อนรับ นพ.สรายุทธ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ประธานกล่าวเปิดงาน กล่าวรายงานโดย ดร.นพ.กนก อุตวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และได้รับเกียรติ ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถอดบทเรียนนำไปสังเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลเป็นคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) และเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ทัณฑสถานอื่นๆของประเทศต่อไป เพื่อให้ระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดเกิดความยั่งยืน ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา กรมการแพทย์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) --------------------------------------------- เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา ร่วมกับ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา จากการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (มาตรา3) ร่วมกันทบทวน วิเคราะห์ และถอดบทเรียนผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน ในการดูแลผู้ติดยาเสพติดในเรือนจำและทัณฑสถานอย่างมีมาตราฐานและยั่งยืน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ “ถอดบทเรียน” ในวันนี้ นายอนุสรณ์ มณีแดง ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ให้การต้อนรับ นพ.สรายุทธ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ประธานกล่าวเปิดงาน กล่าวรายงานโดย ดร.นพ.กนก อุตวิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และได้รับเกียรติ ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถอดบทเรียนนำไปสังเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลเป็นคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) และเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ทัณฑสถานอื่นๆของประเทศต่อไป เพื่อให้ระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดเกิดความยั่งยืน ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

วันที่ 16 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

เอกสาร

นางณิภา แสงกิตติไพบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงภาวิตา ประภากร ประธานคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดี ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตลอดจนพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจัดตั้งกลุ่มงานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในการนี้ คณะศึกษาดูงาน นำโดยพันเอกหญิง สุชาดา นิยะสม รองผู้อำนวยการกองอายุรกรรม โรงพยาบาลอานันทมหิดล พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ห้องประชุมสิทธิกร บุญฉิม ชั้น 5 อาคารปฏิบัติการ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

นางณิภา แสงกิตติไพบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงภาวิตา ประภากร ประธานคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดี ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตลอดจนพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจัดตั้งกลุ่มงานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในการนี้ คณะศึกษาดูงาน นำโดยพันเอกหญิง สุชาดา นิยะสม รองผู้อำนวยการกองอายุรกรรม โรงพยาบาลอานันทมหิดล พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ห้องประชุมสิทธิกร บุญฉิม ชั้น 5 อาคารปฏิบัติการ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

นางณิภา แสงกิตติไพบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงภาวิตา ประภากร ประธานคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดี ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตลอดจนพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจัดตั้งกลุ่มงานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ของโรงพยาบาลอานันทมหิดล ในการนี้ คณะศึกษาดูงาน นำโดยพันเอกหญิง สุชาดา นิยะสม รองผู้อำนวยการกองอายุรกรรม โรงพยาบาลอานันทมหิดล พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ห้องประชุมสิทธิกร บุญฉิม ชั้น 5 อาคารปฏิบัติการ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

วันที่ 16 ต.ค. 2569

อ่านต่อ

หมวดข่าวสาร หมวดข่าวสาร

หน่วยบริการ หน่วยบริการ